จิตวิญญาณโยคี
เร้จจินัล เรย์ เขียน
ธาราแห่งมัญชุศรี แปล
vpanich@naropa.net
(๑) เร้จจินัล เรย์ ผนวกเอาการฝึกภาวนาอย่างเข้มข้นเข้ากับงานวิชาการและการสอน ที่มหาวิทยาลัยแนวพุทธนาโรปะ ในเมืองโบลด์เดอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา สิ่งนี้ทำให้เขามีมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเรื่องของวิถีการฝึกปฏิบัติตามแบบพุทธ หนังสือของเขา "เหล่าพุทธะแห่งอินเดีย" (Buddhist Saints in India) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบจารีตประเพณีที่พบเห็นได้ทั่วไปในชุมชนชาวพุทธสมัยใหม่ ที่ได้ทอดทิ้งวิถีแห่งผู้สละสู่ป่า ผู้ซึ่งหลีกเร้นออกจากสังคมเพื่อไปดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายในป่าเขา เพื่ออุทิศชีวิตนี้ให้กับการฝึกจิตภาวนา กองบรรณาธิการ dharma life ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับธรรมาจารย์ท่านนี้ ก่อนหน้าที่เขาจะเข้าฝึกเข้มหกสัปดาห์ ถึงแนวคิดและการนำไปใช้จริงของการฝึกเข้ม ตามแบบวิถีปฏิบัติของผู้สละสู่ป่าหรือโยคี ในสังคมสมัยใหม่
(๒) การเรียนรู้พุทธศาสนาของผมสะท้อนถึงความจริงที่ว่า นอกเหนือจากการเป็นนักวิชาการ ผมยังเป็นนักปฏิบัติอีกด้วย ผมได้พบกับเชอเกียม ตรุงปะในปี ๑๙๗๐ ขณะที่ผมยังทำปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้ ท่านบอกผมว่า หากผมยังศึกษาพุทธศาสนาเป็นเพียงแค่งานวิชาการประเภทหนึ่งผมก็จะเป็นได้เพียงคนที่มีความรู้รอบ แตกฉาน ในทางแนวคิดปรัชญาก็เท่านั้น "หากคุณไม่พร้อมที่จะปล่อยวางงานวิชาการสู่เบาะนั่งสมาธิ คุณก็จะไม่มีทางเข้าใจว่าอะไรคือวิถีพุทธที่แท้"
มุมมองของผมในวิถีชุมชนชาวพุทธ เกิดจากประสบการณ์ตรงที่ผมได้เรียนรู้กับธรรมาจารย์ทิเบตโดยเฉพาะในสายคากิวและนยิงมา ซึ่งถือเป็นสายที่ให้ความสำคัญกับการฝึกภาวนาเข้มเป็นหลัก สำหรับอาจารย์เหล่านั้นแล้ว ทั้งการฝึกภาวนาและการศึกษาพระสูตรถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทั้งนี้นอกจากภาพของพระที่คร่ำเคร่งในคัมภีร์ ที่เรามักจะพบเห็นกันได้บ่อยๆ ยังมีวิถีแห่งพุทธที่ถูกมองข้ามอย่างที่ชาวพุทธทั่วไปไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ผมเรียกวิถีทางนั้นว่า ชีวิตผู้สละสู่ป่า หรือ วิถีทางแห่งโยคี
มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ชาวพุทธเกิดความเข้าใจผิดกับมุมมองของสังฆะ เนื่องจากในเบื้องต้นการศึกษาพุทธศาสนาในตะวันตกตั้งอยู่บนความเข้าใจในรูปแบบสองลำดับชั้น มุมมองนี้พัฒนาขึ้นจากความเข้าใจที่ว่า ชุมชนนักบวชหรือพระสงฆ์ในวัดคือผู้รักษา และสืบทอดพุทธศาสนา โดยเฉพาะการสืบทอดพระสูตร หลักคำสอนในพระคัมภีร์ ซึ่งถูกส่งต่อกันมาอย่างมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ จากความเข้าใจที่ว่านี้ ได้ดึงดูดวงการวิชาการด้านศาสนามาโดยตลอดก็เพราะ นักวิชาการรวมถึงตัวผมเองด้วยนั้น เราเลี้ยงชีพด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูล หลักการทางความคิดของเราจึงให้ความเชื่อมั่นกับความเชื่อเช่นนั้น เราต่างให้ความสนใจไปกับมิติคำสอนที่เน้นเรื่องของหลักการทางศาสนาซึ่งเต็มไปด้วยหลักการทางปรัชญาที่ซับซ้อน ดังนั้นสำหรับนักวิชาการตะวันตก รูปแบบทางความคิด ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนของพระจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาโดยตลอด หากจะให้เข้าใจได้ชัดยิ่งขึ้น ผมขอยกภาพเปรียบเทียบ ลองจินตนาการว่า ปัญญานั้นเปรียบประดุจไฟอันโชดช่วง ผู้สละสู่ป่าต้องการที่จะเดินเข้าสู่กลางเปลวเพลิง เพื่อที่อวิชชาของเขาจะได้ถูกเผลาผลาญ จนกลายเป็นผู้ตื่นรู้ได้โดยสมบูรณ์ การปฏิบัติของเขาเข้มข้นด้วยเป้าหมายแห่งการหลุดพ้นในชีวิตนี้ ส่วนชุมชนวัดนั้นเป็นภาพของการนั่งรอบกองเพลิง ได้รับความอบอุ่นจากมัน พวกเขาช่วยรักษาประเพณี สืบต่อคำสอนและพระคัมภีร์ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้นนัก
ในวิถีการดำรงชีวิตอย่างพุทธ มีรูปแบบหลากหลายของการเป็นผู้ฝึกฝนปฏิบัติเต็มเวลา ตั้งแต่ชีวิตฆราวาสผู้ครองเรือน จนถึงการสละหลีกเร้นสู่ป่า แต่ชีวิตในป่าถือเป็นชีวิตที่สวนกระแสอย่างแท้จริง พวกเขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สวมผ้าที่ได้มาจากผ้าห่อศพในป่าช้า ขอเศษอาหารจากผู้คน หรือสิ่งที่สามารถหาได้ในป่า นอกจากนั้น การหลีกเร้นอยู่ป่ายังหมายถึงการแยกตนออกจากชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนฆราวาสหรือชุมชนพระสงฆ์ก็ตามที การมุ่งสู่ป่ามีเป้าหมายเพื่อการค้นหามิติด้านในของจิต หรือความรู้ตัวทั่วพร้อมที่จะค้นพบได้เฉพาะตน พวกเขาเข้าฝึกปฏิบัติอยู่ตามป่าช้า ซึ่งถือเป็นสถานที่อันน่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยซากศพ ขณะเดียวกันก็สงบสุขในแง่ที่ว่า เป็นสถานที่ที่ไม่ถูกอิทธิพลใดๆจากกระแสอันสับสนของสังคมภายนอก
ในมุมมองของผม สังฆะที่แท้ในวิถีพุทธคือสังฆะที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์การฝึกในป่านี่เอง ธรรมจารย์ทั้งหลายก็เกิดขึ้นจากการส่งผ่านภูมิธรรมแห่งความรู้แจ้งจากป่าลึกนั้น แม้แต่ในทิเบต ในสายวัดวาอารามอันเข้มแข็งที่สนับสนุนการฝึกปฏิบัติเข้ม บ่อยครั้งในยามที่อาจารย์ต้องการแสดงพระธรรมคำสอนอันลึกซึ้ง อาจารย์เหล่านั้นจะเลือกที่จะพาศิษย์ไปใช้ชีวิตยังป่าเขาเป็นเวลานานหลายเดือน ในสภาวะความยากลำบากเช่นนั้น พวกเขามุ่งฝึกหนักเพื่อเรียนรู้สภาวะจิตของตนและพัฒนาศักยภาพของความรู้ตัวทั่วพร้อม ดังนั้นแม้แต่กลุ่มของผู้ฝึกปฏิบัติ บ่อยครั้งที่การฝึกปฏิบัติเข้มยังต้องการให้คุณแยกตนเองออกไปจากรูปแบบและความคาดหวังของชีวิตทางโลก ประสบการณ์เช่นนี้นี่เองที่ช่วยรักษารากแก้วแห่งพุทธะ หากปราศจากมันวิถีพุทธก็จะล่มสลายกลายเป็นเพียงหลักศาสนาความเชื่อทั่วไป ที่ทำได้แต่เพียงหมุนวนไปตามกระแสสังคม แทนที่จะเสนอทางเลือกที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์เพื่อการตื่นรู้แก่ผู้คนในสังคมอย่างแท้จริง
(๓) ชีวิตที่เข้าหาธรรมชาติแสดงถึงการปรับเลื่อนทางจิตวิญญาณและทางจิตวิทยา หาใช่แค่ทางกายอย่างที่เรามักจะเข้าใจกัน พุทธศาสนาสอนว่ายามที่เราตาย เราจะได้ประสบกับธรรมชาติของสรรพสิ่งในด้านที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วประสบการณ์ลักษณะเดียวกันนั้นก็เกิดขึ้นยามที่เราฝึกจิตภาวนา จึงอาจจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การฝึกปฏิบัติในป่าอาจจะถูกมองเป็นกระบวนการที่ทำให้เราได้เข้าใจการตายและการเกิดใหม่ ในชีวิตประจำวันของเรา เราได้ผูกตนเองไว้กับกิจกรรมต่างๆ และผู้คนรอบข้าง จึงทำให้สิ่งต่างๆเสริมสร้างตัวตน ค่านิยม และการรับรู้โลกของเรา ด้วยการใช้ชีวิตเช่นนั้น ทำให้ยากที่เราจะยอมรับการตายหรือการเกิดใหม่อันฉับพลันได้ แต่ป่าคือพื้นที่อันไร้เหตุปัจจัยปรุงแต่ง ที่คุณสามารถจะเรียนรู้ที่จะมองเห็นชีวิตในขั้นที่ลึกซึ้งเช่นนั้นได้
ผู้ฝึกภาวนาจะบอกคุณว่า หากคุณลองผละจากกิจกรรมต่างๆที่จิตของคุณเข้าไปพัวพัน แล้วมองสิ่งต่างๆในมุมมองใหม่ด้วยการที่คุณหันมาสัมผัสรับรู้จิตใจของตนเองในขั้นที่ลึกซึ้ง เมื่อนั้นคุณจะได้เผชิญกับเรื่องที่คุณรู้สึกยึดมั่นจนเป็นทุกข์ และเรียนรู้วิธีการที่จะปล่อยวางมัน โดยปกติแล้วกระบวนการนี้ทำได้ยากแล้วก็ทรมานด้วย คุณอาจจะไปฝึกวิเวกภาวนาด้วยความคาดหวังบางประการ แต่ในที่สุดคุณก็ต้องตระหนักว่าต้องปล่อยวางมันไป คุณรู้สึกราวกับว่าตัวคุณกำลังจะตาย และคุณต้องยกวิธีการมองโลกแบบของคุณให้ความตายไป คุณไม่สามารถจะคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้นในการภาวนา แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ คุณจะค้นพบว่าโลกทางความคิดที่เราพยายามจะรักษามันไว้จริงๆแล้วเป็นเพียงภาพลวงอันหนึ่งซึ่งเรากักเก็บไว้จากอวิชชาที่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร
ยังคงมีสายการปฏิบัติในป่าอยู่ทั่วพุทธศาสนจักรของเอเชีย บางทีอาจจะมีมากกว่าที่เราคิดด้วยซ้ำ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย สายพระป่ามีความเข้มแข็งอยู่มากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทางสายพระป่าหลายต่อหลายท่าน ได้รับความเคารพจากผู้คนทั่วทั้งประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ปกครองประเทศอีกด้วย ในแถบเทือกเขาหิมาลัยยังคงเต็มไปด้วยเหล่าโยคี และโยคินี ผู้ดำรงชีวิตอย่างสันโดษและอุทิศตนให้กับการภาวนา สายปฏิบัติของท่านมิลาเรปะผู้เป็นแบบอย่างสำคัญของโยคีผู้อยู่ป่า อันเป็นสายที่ผมเองปฏิบัติอยู่ ยังคงเป็นสายที่มีชีวิต ผู้คนยังคงร้องเพลงของท่าน ปฏิบัติตามอย่างวิถีชีวิตป่าเขาและน้อมนำวิธีการปฏิบัติของท่านมาฝึกฝน แม้ว่าจีนจะยังคงครอบครองทิเบตอยู่ก็ตาม ณ สถานที่ที่ห่างไกลจากอำนาจการควบคุมของรัฐ ผู้คนมากมายยังเลือกที่จะชีวิตอยู่ตามถ้ำ ตามภูมิภาคต่างๆทั่วทั้งทิเบต ฝึกฝนเทคนิคการปฏิบัติอันเก่าแก่อยู่อย่างเงียบๆ
แต่กระนั้น วิถีชีวิตการปฏิบัติเช่นนั้นก็อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก จึงยากที่จะยืนยันได้ว่าสายการปฏิบัตินี้จะอยู่รอด ความก้าวล้ำนำสมัยได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศพุทธทั้งหลายราวกับหิมะถล่ม และชีวิตการอยู่ป่าซึ่งเคยตั้งอยู่ได้ในสังคมดั้งเดิม ในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัย อาจไม่สามารถต้านทานต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อีกต่อไป อย่างไรก็ดี หากพุทธศาสนาจะอยู่รอดต่อไปในความหมายและคุณค่าที่แท้จริง มันจะต้องมีหนทางให้กับวิถีการปฏิบัติในป่าสามารถดำเนินต่อไปได้
เห็นได้ชัดว่าพุทธศาสนากำลังเติบโตขึ้นในตะวันตก แต่อะไรคือความเป็นไปได้ในภายหน้าสำหรับสายการปฏิบัติในป่าที่จะตั้งอยู่ได้ที่นี่ ผมมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะนำเอาวิถีดั้งเดิมของการแยกตนเองออกมาจากชุมชน แล้วเดินท่องไปตามวิถีแห่งสมณะ แม้แต่ที่ที่ผมสอนอยู่ในเทือกเขาร้อกกี้ การปฏิบัติเข้มของเราก็มีรูปแบบที่แตกต่างออกไป เราสามารถใช้ชีวิตอยู่กับความเงียบใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่สิ่งที่เรามีก็คือกระท่อมท่อนซุง กับไฟจากก๊าซหุงต้ม ผมไม่คิดว่าเราจะมีวิถีทางใดที่จะท้าทายสวนกระแสกว่านี้อีกแล้ว และบางทีอาจไม่จำเป็นที่เราจะต้องปฏิบัติตามรูปแบบเก่าที่ว่านั้นก็ได้
เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณค่าและความหมายของป่าในความหมายทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง และถามตัวเองว่าจะมีวิธีใดที่เราจะสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งการท้าทายละลายอัตตาผ่านการฝึกภาวนาสามารถเกิดขึ้นได้ เราต้องรู้จักมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการจัดสถานที่อันสัปปายะสำหรับผู้ปฏิบัติยุคใหม่ บางครั้งในตะวันตกศูนย์ปฏิบัติธรรมก็จะจัดสถานที่ให้สำหรับการเก็บเงียบ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันเลย ทางศูนย์จะสนับสนุนหยูกยา อาหาร และเครื่องใช้อื่นๆ เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว เพื่อนผมคนหนึ่ง (โปรเฟสเซอร์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ) ได้เข้าฝึกเข้มสามปีกับกลุ่มผู้ปฏิบัติกลุ่มหนึ่ง จากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะเข้าฝึกแบบนั้นตลอดชีวิต ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ในบ้านหลังเล็กกับสนามหญ้าอีกหน่อยหนึ่ง เขาไม่เคยออกมาเจอใครและก็ไม่มีใครเข้าไปรบกวนเขา เพื่อนของผมได้สร้างรูปแบบของการอยู่ป่า ณ ใจกลางชนบทแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส
ดูเหมือนว่าเหตุผลที่หลายคนจะตัดสินใจเข้าปฏิบัติธรรมระยะยาวหรือไม่ ก็ด้วยความสมัครใจส่วนตัว รวมถึงสถานะความมั่นคงทางการเงิน แล้วสายการฝึกในเข้มในป่าจะสามารถอยู่รอดได้หรือไม่หากปราศจากการเข้าฝึกระยะยาวที่ว่านี้ ผมคิดว่าคำตอบก็คือ ได้อย่างแน่นอน ธรรมาจารย์ชาวทิเบตมักแนะนำลูกศิษย์ให้ไปมาระหว่างการเข้าฝึกเข้ม กับการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ กระบวนการที่เราเข้าออกการฝึกเช่นนี้เรียกได้ว่ามีพลังอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่ชีวิตที่อยู่ในการเข้าฝึกเข้มก็สามารถกลายเป็นรูปแบบที่เคยชินได้อีกเช่นกัน บ่อยครั้งมันเป็นไปได้ที่ผู้ฝึกจะใช้เวลาสองสามอาทิตย์หรือหนึ่งปีเต็ม ในการฝึกเข้ม จากนั้นก็อาจเพิ่มเวลามากขึ้นสำหรับการเข้าเงียบ แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือว่าในบางคนยามที่เขาเลือกจะออกไปหลีกเร้นปฏิบัตินานหลายปี การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณของเขากลับเกิดขึ้นได้น้อยกว่าเมื่อเขาเลือกที่จะฝึกแล้วกลับมาใช้ชีวิตข้องเกี่ยวกับโลก แล้วปล่อยวาง...กลับมาเชื่อมต่อสัมพันธ์กับโลกและผู้คนแล้วก็ละวางอีก เราอาจต้องการที่จะพิจารณาวิธีการใหม่เช่นนี้ เพื่อที่จะสังเกตตัวเราและลูกศิษย์ของเรา เพื่อจะได้พบสูตรผสมที่ให้ศักยภาพสูงสุดต่อบุคลิกของคนที่ต่างกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่ามีหลายวิธีที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจถึงประสบการณ์การอยู่ป่าในมุมมองของโลกสมัยใหม่ได้ บ่อยครั้งที่ผู้คนได้ค้นพบว่า พวกเขาได้พลัดเข้าไปเผชิญกับ "ประสบการณ์แห่งป่า" โดยไม่ได้ตั้งตัว หากคุณได้ไปนั่งรออยู่หน้าห้องตรวจมะเร็งในโรงพยาบาล สถานที่ที่ผู้คนรอบข้างถูกตรวจพบว่ามีก้อนเนื้อร้ายระยะสุดท้าย ได้มีโอกาสถามว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ในใจ ได้ยินสิ่งที่พวกเขาแสดงความรู้สึกที่มีในตอนนั้นต่อกัน ณ เวลานั้นคุณก็จะตระหนักได้ว่า คุณได้อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมแห่งป่า ผู้คนที่ประสบความทุกข์ ความสิ้นหวังในชีวิตเหล่านั้น เสมือนตกอยู่ในป่าทึบ เราแบ่งแยกว่าคนพวกนั้นว่าผิดแปลกแตกต่าง แต่แท้จริงแล้วพวกเขาก็เป็นคนธรรมดาๆเหมือนอย่างเรา เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาเผชิญกลับถูกมองว่าอยู่นอกกรอบของประสบการณ์ปกติธรรมดาของคนทั่วไป ซึ่งเรายังพบสถานการณ์คล้ายคลึงกันนี้ กับผู้คนที่ตกอยู่ในวิกฤติแห่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การถูกไล่ออกจากงาน การเผชิญหน้ากับการหย่าร้างอันแสนเจ็บปวด หรือ การสูญเสียทารกในครรภ์เป็นต้น ช่วงเวลาเช่นนี้ สภาวะจิตของคุณได้แยกวิถีชีวิตคุณออกไปจากสังคม คุณกำลังเผชิญช่วงชีวิตแห่งการอยู่ป่า นั่นคือความหมายอันลึกซึ้งของการเผชิญความทุกข์ ความโดดเดี่ยว อ้างว้างในชีวิต อันเป็นความจริงที่เราทุกคนต่างก็เคยประสบ ไม่เว้นแม้แต่เด็ก หรือวัยรุ่น
ในวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างในทิเบต ประสบการณ์เหล่านั้นสามารถก่อให้เกิดผลในแง่ดีกับชีวิตอย่างใหญ่หลวง ก็ด้วยเพราะความเข้าใจถึงคุณค่าและพลังอันยิ่งใหญ่แห่งประสบการณ์ที่สามารถจะนำมาผสานเป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจชีวิตของเราได้ดียิ่งขึ้น แต่ในวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างสังคมตะวันตก ผู้คนดูจะต่างคนต่างเผชิญชีวิตของตัวเองโดยขาดซึ่งเครื่องมือที่จะเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตเมื่อถึงวันที่สิ่งต่างๆรอบตัวกำลังเลือนหายตายจากไป พอถึงเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติชีวิตเหล่านั้น ผู้คนก็ดูจะตั้งหน้าตั้งตาพยายามดึงรั้งให้ตัวฉัน ชีวิตฉันกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประสบการณ์การสูญเสียมายาภาพของตัวตนกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา แทนที่จะถูกมองว่าเป็นโอกาสที่พวกเขาจะทำความเข้าใจชีวิตและการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
แม้ว่าประสบการณ์การอยู่ป่าก็เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันในตะวันตก แต่ผมก็ยังเป็นห่วงถึงอนาคตของพุทธศาสนาที่นี่ สังคมชาวพุทธในตะวันตกส่วนใหญ่ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างพระกับฆราวาส แต่กระนั้นก็ยังตกอยู่ในรูปแบบสองลำดับชั้นไม่ต่างกัน โดยที่เรามีพุทธศาสนาในรูปแบบสถาบัน ซึ่งผมมองว่าเป็นกระแสต่อเนื่องของวิถีแบบวัดวาอาราม แม้ว่าโดยมากพุทธสถาบันเหล่านั้นจะดำเนินงานโดยฆราวาสก็ตามที โดยมีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกเคารพนับถือว่าเป็นผู้สืบทอดพุทธธรรม ใช้ชีวิตอยู่ตามชายขอบแห่งอำนาจถาบันเหล่านั้น สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ดูเหมือนว่าพุทธศาสนสถาบันเหล่านั้นกำลังปรับตัวเองให้เข้าสู่วัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่แล้วความเชื่อและค่านิยมที่เติบโตขึ้นภายในพุทธศาสนาในรูปแบบสถาบันเหล่านั้นกลับกลายเป็นอิทธิพลจากโปรแตสแตนท์อย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่จะแก้ไขได้มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือประสบการณ์อยู่ป่า ที่ซึ่งผู้คนได้เข้าใจและตระหนักว่า ศีลธรรมทางสังคม หลักการแนวคิด การอ้างอิงตำรับตำรา ความเชื่อในตัวสถาบัน และการก่อตัวขึ้นของโครงสร้างอำนาจทางศาสนจักร หาใช่คำตอบที่แท้จริงในตัวของมันเองไม่ มันอาจจะมีประโยชน์บ้างแต่ที่น่ากลัวก็คืออันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อมันถูกทำให้กลายเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง
(๔) ผมเชื่อว่าอนาคตของพุทธศาสนาจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการประคับประคองให้สายการปฏิบัติแบบอยู่ป่าอยู่รอดในคุณค่า ความหมาย และวิถีทางแบบดั้งเดิมแท้จริง ตอนนี้ผมอายุ ๕๙ ตั้งแต่นี้ต่อไปจนถึงวันตาย ผมอยากที่จะส่งเสริมให้ผู้คนเข้ามาปฏิบัติธรรม และให้พวกเขาได้ตระหนักว่าการปฏิบัติธรรมไม่ได้แยกขาดจากชีวิต แต่การปฏิบัติธรรมคือสิ่งที่จะช่วยเปิดโลกประสบการณ์ของเราให้กว้างยิ่งขึ้น ทำให้เราได้เข้าใจและตระหนักว่าอะไรคือชีวิตแห่งการเป็นมนุษย์ที่แท้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ผมจะมุ่งเน้นไปที่การสอนการภาวนา การนำฝึกปฏิบัติเข้ม และส่งเสริมให้ผู้คนทุ่มเทชีวิตให้กับการปฏิบัติ ความเคลื่อนไหวของพุทธศาสนาสายชัมบาลาที่ผมเป็นส่วนหนึ่งนั้น ได้ก่อตัวขึ้นจากรากฐานของสายการปฏิบัติเข้มของพุทธศาสนาทิเบต แต่ผมเริ่มสังเกตว่าคนจำนวนมากกลับเห็นเรื่องของการภาวนาเป็นเรื่องไม่สำคัญ แม้เราจะมีผู้ปฏิบัติอย่างจริงจังอยู่ไม่น้อยก็ตามที ก็ดูเหมือนว่าแนวโน้มอิทธิพลของโลกสมัยใหม่จะมุ่งไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับคุณค่าของธรรมะอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคุณค่าของธรรมะที่แท้นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการอุทิศตนให้กับการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น มันจึงเป็นการง่ายที่จะถูกอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมพาไปจนถึงจุดที่ว่าเราหลงลืมไปว่าอะไรคือวิถีพุทธที่แท้ ใน๕๐ ปีข้างหน้านี้ หากไม่มีผู้คนที่อุทิศชีวิตให้กับการฝึกภาวนาอย่างเข้มข้นเสียแล้ว พุทธศาสนาก็จะถูกกลืนไปในที่สุด มันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมกระแสหลักที่ผู้คนให้การเคารพบูชา แต่กระนั้นมันก็ได้สูญเสียคุณค่าและหัวใจที่แท้จริงของมันไปเสียแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะไม่มีวิปัสสนาจารย์จากเอเชีย ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นในสายของการปฏิบัติอีกต่อไป เมื่อถึงเวลานั้นเราชาวตะวันตกคงมีเพียงแค่ตัวเราเองเป็นที่พึ่ง และสัญญาณอันตรายก็คือเราจะพาเอาพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงไปสู่จุดที่ว่า ไม่มีอะไรพิเศษในวิถีการปฏิบัตินี้อีกต่อไป
ในหนังสือ "เหล่าพุทธะแห่งอินเดีย" (Buddhist Saints in India) ที่ผมเขียน บ่อยครั้งจะมีผู้เข้าใจผิดไปว่า ผมดำเนินรอยตามแนวคิดของแม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ที่มองเห็นวิถีการแปรเปลี่ยนเป็นสถาบันของพุทธศาสนา เสมือนการทรยศต่อคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า จริงๆแล้วผมมองว่าวิถีแบบวัดวาอารามของพระถือเป็นมรดกสำคัญที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้ให้กับเรา ผมพูดในแง่ของ ระบบพึ่งพาอาศัย อันซึ่งพระสงฆ์ในวัด โยคีผู้สละสู่ป่า และฆราวาส ต่างมีบทบาทสำคัญ กระนั้นผมก็ไม่ได้มองว่าระบบการตั้งรกรากของวัดวาอารามเป็นการทรยศต่อคำสอนของพระพุทธองค์แต่อย่างใด ในยุคสมัยก่อนการประสูติของพระพุทธองค์ มีวิถีทางการค้นหาทางจิตวิญญาณ หรือ ศาสนาอยู่มากมายหลายหลาก วิถีนักบวชในบริบทของเมืองและหมู่บ้าน (ชีวิตพระอยู่วัด ในฐานะเป็นผู้นำชุมชน) ก็เป็นหนทางหนึ่งในนั้น เช่นเดียวกับผู้นำทางศาสนาอื่นๆ พระพุทธองค์ได้เลือกเอามุมมองที่กว้าง สามารถรองรับความหลากหลายทางวิถีชีวิตการปฏิบัติของผู้คนได้มากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพระ โยคี หรือผู้ครองเรือน ซึ่งแต่ละรูปแบบต่างก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อีกทั้งต่างก็มีวิถีการปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงความจริงสูงสุด
อย่างไรก็ดี ระบบวัดวาอารามในตะวันตกนั้นยังอ่อนแออยู่มาก บ่อยครั้งที่ชาวตะวันตกผู้ที่ได้ปฏิญาณตนรักษาศีลนักบวชในสายพุทธทิเบต รู้สึกตนเองราวกับลูกเป็ดดำท่ามกลางฝูงหงส์ แม้พวกเขาจะได้รับการเคารพนับถือและผู้คนให้การชื่นชมในวิถีทางที่เขาเลือก แต่มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปกติธรรมดาในสังคมตะวันตก ในสายการปฏิบัติของชัมบาลาที่มีผู้ปฏิบัติทั่วโลกอยู่ราว ๕๐๐๐- ๗๐๐๐ คน แต่กลับมีวัดอยู่เพียงแห่งเดียวในทางเหนือของเมืองนาวา สโกเชีย และคุณก็สามารถนับจำนวนนักบวชที่จำวัดอยู่ที่นั่นได้ไม่เกินจำนวนนิ้วมือ นี่แสดงถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมโปรแตสแตนท์ที่เด่นชัดในอเมริกา พระสงฆ์และแม่ชีในผ้ากาสาวพัสตร์ถูกมองและให้ความเคารพในลักษณะของวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้คนในสังคมกระแสหลักมากจนเกินไป ท่านตรุงปะเคยกล่าวไว้ว่า "อย่าคิดว่าคุณค่าทางจิตวิญญาณจะได้มาฟรีๆ" มันต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างเสมอ คุณไม่สามารถที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการแล้วคิดที่จะพัฒนาทางจิตวิญญาณมากเท่าที่คุณต้องการในขณะเดียวกัน แน่นอนว่ามันจะต้องมีสิ่งที่คุณจะต้องยอมสละ และบางครั้งมันก็แพงและยังแสนเจ็บปวดเสียด้วย แต่คุณก็ต้องเลือก สำหรับผม ผมเลือกที่จะใช้เวลากับการฝึกเข้มระยะยาวทุกปี และนั่นก็หมายความว่าผมไม่สามารถที่จะทุ่มเทให้กับงานวิชาการได้มากเท่าที่ควรจะเป็น ผมได้เขียนอะไรไว้มากมายที่จะใส่เป็นภาคต่อของหนังสือ "เหล่าพุทธะแห่งอินเดีย" แต่ผมก็ไม่สามารถทำมันให้สำเร็จได้จนกว่าที่ผมจะมีช่วงเวลาว่างที่ชัดเจนจริงๆ ทุกครั้งที่การปฏิบัติเข้มประจำปีมาถึง ผมจะรู้สึกถึงแรงต้านที่อยากจะเขียนมันให้เสร็จ หากผมตัดสินใจไม่เข้าฝึกเข้มก็น่าจะทำได้ แต่แล้วเมื่อผมเลือกที่จะเข้าฝึก ผมก็จะรู้สึกดีกับตัวเองทุกครั้งกับหนทางที่ผมเลือก
ภรรยาของผมเคยพูดคุยกันกับผมถึงความเป็นจริงที่ว่าเราแทบจะไม่เคยได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปที่ไหนเลย เราอายุจะหกสิบแล้วแต่เรายังไม่เคยได้มีโอกาสเห็นโลกกว้าง แต่กระนั้นเราก็จะถามตัวเองว่า เราจะใช้เวลาที่มีไปกับการท่องเที่ยวรอบโลก หรือว่า จะใช้เวลานั้นกับการฝึกเข้มระยะยาวทุกๆปี แล้วเราทั้งสองคนก็จะเห็นตรงกันว่า ชีวิตเราเหลือเวลาอีกไม่มากนัก ความตายใกล้เข้ามาทุกขณะ การปฏิบัติธรรมคือทางเลือกที่ดีที่สุด หากปราศจากช่วงเวลาการฝึกที่เข้มข้น หากปราศจากวิถีทางแห่งการสละละสู่ป่า ชีวิตของเราทั้งสองก็คงไม่หลงเหลือคุณค่าและความหมายมากเท่าไรนัก.... (แปลจาก "The Yogi Spirit" บทความในวารสาร Dharma Life ฉบับที่ ๑๖ ฤดูร้อน ปีค.ศ. ๒๐๐๑)

No comments:
Post a Comment